| + ครบเครื่องเรื่องลงทุน... ฉบับผู้ลงทุนมือใหม่ |
| + พื้นฐานการลงทุนในหุ้น |
| + ลงทุนหุ้นออนไลน์ง่ายแค่คลิก |
| + การลงทุนมีความเสี่ยง... เลี่ยงได้ ด้วยการจัดพอร์ตฯ |
เป็นข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุน ธนาคาร ประกันชีวิต ทั้งทางด้าน ลงทุนในกองทุน ตราสารหนี้ ลงทุนในหุ้น,ทอง ข้อมูลเกี่ยวกับธนาคาร การออมเงิน และข้อมูลด้านธนาคาร ความรู้เรื่องประกันชีวิต และ ประกันอื่นๆ มีทั้งสาระน่ารู้และข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุน
Monday, May 21, 2012
รอบรู้เรื่องหุ้น.....หุ้น.......... Stock
พบกับหลักสูตรอบรม/สัมมนา ความรู้ยก SET สูตรเด็ด การลงทุน ปี 2555 จาก TSI
พบกับหลักสูตรอบรม/สัมมนา ความรู้ยก SET สูตรเด็ด การลงทุน ปี 2555 จาก TSI
ปัจจัยเสี่ยงระยะสั้น
ปัจจัยเสี่ยงระยะสั้นของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ช่วง ก.พ. 2554 ยังมีอยู่ อ่านข้อมูลได้จาก ลิ้งข้างล่างนี้
http://kinvestmentportal.kasikornsecurities.com/fileadmin/pdf/English/1/5/2011/02/110216_Daily_View_T58403.pdf
http://kinvestmentportal.kasikornsecurities.com/fileadmin/pdf/English/1/5/2011/02/110216_Daily_View_T58403.pdf
Thursday, February 17, 2011
ข้อผิดพลาด10ประการของ ผู้ลงทุนในตลาดอนุพันธ์ ตอนที่1
1. Don’t know Regulations and Rules การที่ไม่ได้ศึกษาถึงกฎกติกาให้ดีก่อน เช่น สินค้าอ้างอิงว่าเป็นสินค้าอะไร ,เงื่อนไขการวางหลักประกัน, วันหมดอายุสัญญา, มูลค่าของสัญญา ,วีธีการคำนวนราคา Daily Settlement price และ Final Settlement Price ซึ่งข้อผิดพลาดเหล่านี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการลดทอนเงินทุนและกำลังใจของผู้ลง ทุนก่อนถึงเป้าหมายได้ เปรียบเสมือนเกมส์การแข่งขันในกีฬาแต่ละประเภท หากไม่ศึกษาถึงกฎกติกาวิธีการเล่นอย่างชัดเจนแล้ว ก็ยากที่จะชนะหรือได้เปรียบต่อนักลงทุนรายอื่นได้ ซึ่งตัวอย่างที่จะเห็นได้ง่ายๆ คือการที่เข้าเปิดสถานะซื้อสัญญาที่กำลังจะหมดอายุ โดยมีราคาสูงกว่า ราคาสินค้าอ้างอิงอยู่มาก ทำให้เมื่อถึงวันหมดอายุสัญญา ต้องขาดทุนอย่างที่ไม่ควร เป็นต้น
2. Hold 2 positions การเปิดสถานะสองด้าน
การเปิดสัญญา 2ด้านใน Series เดียวกัน (2 legs position) หรือการทำ hedging ด้วยการ Long และ Short คนละSeries (เดือน หมดอายุไม่เท่ากันแต่สัญญาสินค้าอ้างอิงเดียวกัน) โดยมีวัตถุประสงค์ที่ต้องการแก้ไขพอร์ตการลงทุนหรืออยากทำกำไรทั้งสองด้าน (ทั้งขึ้นหรือลง) ซึ่งที่ผมเห็นส่วนใหญ่นั้นเกิดจาก สาเหตุที่นักลงทุนมีการลงทุนที่ผิดทางในครั้งแรกแต่ไม่ยอมปิดสถานะจึงเลือก ที่จะทำการถือสถานะทั้งสองด้านเพราะไม่อยากปิดสัญญาด้านแรกที่จะเห็นตัวเอง ขาดทุนดังนั้นจึงหลอกตัวเองด้วยการไม่ปิดสถานะเพราะไม่ปิดก็ไม่เห็นการขาด ทุน ซึ่งความเป็นจริงกำไรและขาดทุนมีการคำนวนอยู่ใน พอร์ตทุกวันอยู่แล้ว ซึ่งการเปิดสถานะทั้งสองด้านนั้นจะเห็นว่ามีอีกด้านหนึ่งที่เป็นกำไร แต่ก็ไม่อาจมาชดเชยด้านขาดทุนที่เกิดขึ้นในครั้งแรกได้ แต่อย่างไรก็ดียังมีนักลงทุนส่วนมากที่คิดว่าจะสามารถแกะสถานะทั้งสองด้าน เพื่อทำให้สุดท้ายเกิดกำไรขึ้นทั้งสองด้านซึ่งความเป็นจริง อาจทำได้ยากมากถ้าวันนั้นตลาดไม่ได้แกว่งตัวมากหรือมีทิศทางที่ชัดเจนหรือ การแกะสถานะให้พอดีก็ค่อนข้างยาก ดังนั้นการเปิด สถานะทั้งสองด้านจะเป็นปัญหาและอุปสรรคมากกว่า เนื่องจากจะทำให้การตัดสินใจของผู้ลงทุนจะไม่เฉียบคมเพราะการถือสถานะทั้ง สองข้างจะทำให้เกิดความลังเลใจเนื่องจากจะมีด้านหนึ่งกำไรและด้านหนึ่งขาด ทุนอยู่ตลอดเวลาซึ่งผู้ที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนตลาดฟิวเจอร์ ส่วนใหญ่นั้นจะตัดใจด้วยการปิดสถานะทันทีเมื่อทิศทางไม่ได้เป็นอย่างที่คิด จากนั้นค่อยหาจังหวะใหม่ในการเปิดสถานะใหม่
3. Over Trade การลงทุนเกินกำลังของตัวเอง
เนื่องจากการลงทุนในตลาดอนุพันธ์หรือ Futures นั้นใช้หลักประกันเพียงบางส่วนเพื่อทำการซื้อขายสัญญา ซี่งบางสินค้า ใช้เงินหลักประกันเริ่มต้นเพียง 10% เท่านั้น ดังนั้นหากผู้ลงทุนมีหลักประกันหรือเงินลงทุนที่น้อยแต่อยากที่จะลงทุนเพิ่ม มากขึ้นเรื่อยจนเต็มเพดานวงเงินที่สามารถเล่นได้ โดยลืมประเมินถึงมูลค่าของสัญญา และความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงในการขาดทุนได้
หรือ อาจเปรียบเทียบกับ ผู้ที่ได้กำไรในการลงทุนและเปิดสถานะเพิ่มตลอดเพื่อต้องการทำกำไรให้ได้สูง สุด ซึ่งจะนำมาให้ผู้ลงทุนเกิดความโลภจนลืมคิดว่าเงินที่ลงทุนจริงอาจไม่เพียงพอ หากตลาดกลับทางกับสิ่งที่ตัวเองคิดไว้
ดัง นั้น จึงเห็นได้ว่าบ่อยครั้งที่ผู้ที่มีกำไรในช่วงแรกจนได้ใจ และเกิดความโลภ ก็จะนำมาซึ่งการขาดสติ และมักจะทำให้เกิดความเสียหายตามมา เปรียบเสมือนนักพนันที่เล่นตามบ่อนซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อใดควรหยุดหรือถอย ก็จะยอมจบเมื่อหมดตัวเท่านั้น
4. Overnight trade การเปิดสถานะข้ามวัน
บาง ช่วงเวลาหากประเมินสภาวะตลาดหรือมองทิศทางของแนวโน้มไม่ออก การเปิดสถานะค้างไว้เพื่อลุ้นในวันถัดไป ก็คงไม่ต่างอะไรกับการพนัน ที่เพียงเดาว่ามันจะขึ้นหรือลง ซึ่งบ่อยครั้งจะเห็นได้ว่ากำไรที่สะสมมาระหว่างวัน กับมาต้องพนัน กับสิ่งไม่แน่นอน หรือควบคุมไม่ได้ในช่วงข้ามคืน ดังจะเห็นได้จากราคาทองคำที่มีการซื้อขายอยู่ตลอด 24 ช.ม. แต่เวลาที่เราสามารถควบคุมได้(หยุดขาดทุนได้) ก็มีเพียงช่วงเวลาเทรดเท่านั้น ซึ่งสถานการณ์อาจเปลี่ยนไปในช่วงข้ามคืนในขณะที่เราไม่สามารถควบคุมความ เสี่ยงได้เลย หรือการซื้อขายดัชนีล่วงหน้า SET50 ที่อาจมีแนวโน้มเปลี่ยนไปในช่วงกลางคืนจากการผันผวนของดัชนีตลาดต่างประเทศ เช่น Dowjone ก็อาจส่งผลในทิศทางตรงกันข้ามในช่วงเวลาเปิดตลาดของวันถัดไปก็เป็นได้
ดังนั้น การปิดประตูความเสี่ยง ได้คือการไม่มีสถานะ ในช่วงที่เราไม่สามารถควบคุมการลงทุนของเราได้
5. Alway to be the Victor ต้องการเป็นผู้ชนะตลอดเวลา
ไม่ มีใครที่สามารถลงทุนหรือเทรด ได้ถูกต้องตลอดเวลา ดังนั้นการแพ้ชนะ ในเรื่องการลงทุนเป็นเรื่องปรกติที่เปรียบดังเกมส์กีฬา ที่จะมีทั้งกำไร และขาดทุนบ้างผสมกันไป โดยสิ่งที่เหลือคือการพัฒนาทักษะที่จะสามารถให้ครั้งที่ถูกมากกว่าครั้งที่ ผิด (Win/loss Ratio) รวมถึงการควบคุมความเสี่ยงและผลตอบแทน (Risk and Reward) เพื่อให้การขาดทุนได้ถูกจำกัดและการที่ได้กำไรต้องมีสัดส่วนที่มากกว่าปริมาณขาดทุนเป็นเท่าตัวขึ้นไป
แต่ บ่อยครั้งที่จะเห็นว่า ผู้ที่เคยประสบความสำเร็จจากการลงทุนในหุ้น ที่ถือคติไม่ขายไม่ขาดทุน อาจนำมาใช้กับตลาดอนุพันธ์ไม่ได้เพราะ เนื่องจากความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ที่มีการกำหนดระยะเวลาของอายุสัญญา รวมถึงการคำนวนกำไรขาดทุนเป็นวัน และต้องมีการเรียกหลักประกันเพิ่ม ดังนั้น การทนถือ เพื่อไม่ยอมตัดขาดทุน อาจต้องทำให้เติมเงินไม่รู้จบ หรือการขาดทุนอาจจะมีมากกว่าเงินหลักประกันที่เริ่มใช้ในตอนแรกก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นสำหรับผู้ที่ไม่ยอมแพ้ (ไม่ยอม Cut loss) ก็คือผู้ที่แพ้อย่างแน่นอนในตลาดอนุพันธ์
สำหรับตอนต่อไป มาพบกับข้อผิดพลาดที่เหลืออีก 5ข้อ ว่าจะเป็นอะไรบ้าง
source: http://www.investorchart.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=382925
บัตรเครดิต CITI M Visa
โปรโมชั่น บัตรเครดิตอภิสิทธิ์ระดับโลก ประจำเดือน กุมภาพันธุ์ 2554 | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| |||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ธปท.ชี้แบงก์ไทยแกร่งไม่ถูกปิดซ้ำรอยเกาหลี
ธปท.ยันสถานะการเงินธนาคารพาณิชย์ไทยแกร่ง! ไม่มีปัญหาขาดสภาพคล่องจนถึงขั้นต้องปิดกิจการซ้ำรอยธนาคารในเกาหลี
นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบ 1 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ระบบธนาคารพาณิชย์ของไทยไม่มีโอกาสจะเกิดปัญหาต้องสั่งปิดทำการ เพราะมีเงินกองทุนไม่เพียงพอ หรือขาดสภาพคล่องอย่างที่ธนาคารในประเทศเกาหลีต้องประสบปัญหาแน่นอน เนื่องจากขณะนี้ระบบธนาคารของไทยมีเงินกองอทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) เฉลี่ยสูงถึง 16-17% สูงกว่าเกณฑ์ที่ธปท.กำหนดที่ 8.5% โดยธนาคารขนาดใหญ่ และธนาคารขนาด เล็กส่วนใหญ่จะมีบีไอเอสสูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ยที่ 16-17% เพราะแบงก์เหล่านี้ต้องมีทุนสูงเตรียมไว้ขยายธุรกิจ หรือถ้าเป็นแบงก์เล็กเปิดใหม่ทุนจะสูงเพราะยังปล่อยกู้ได้น้อย ทำให้ทุนยังเหลืออยู่ในระดับสูง ขณะที่ธนาคารขนาดกลางมีบีไอเอสอยู่ใกล้กับเกณฑ์เฉลี่ย สรุปแล้วทุกแห่งฐานะแข็งแกร่งมาก มีทุนเพียงพอที่จะขยายธุรกิจได้ต่อเนื่อง ทั้งนี้ ในวันนี้ (17 ก.พ.) คณะกรรมการกำกับดูแลการเงินของเกาหลีใต้ประกาศระงับการดำเนินกิจการของธนาคารออมทรัพย์ 2 แห่ง คือ ธนาคารออมทรัพย์ปูซาน และธนาคารออมทรัพย์แดจอน เป็นเวลา 6 เดือน เนื่องจากขาดสภาพคล่อง ก่อนหน้านี้ประมาณหนึ่งเดือนคณะกรรมการกำกับดูแลการเงินของเกาหลีใต้ได้สั่งปิดธนาคารซัมฮวา เพราะมีทุนไม่ถึงเกณฑ์ และมีหนี้มาก ส่วนใหญ่เป็นหนี้ภาคการก่อสร้าง
นอกจากนี้ เมื่อเดือนธ.ค. 2552ที่ผ่านมายังได้สั่งปิดธนาคารออมทรัพย์จอนอิล ซึ่งเป็นธนาคารท้องถิ่นด้วย
นอกจากนี้ เมื่อเดือนธ.ค. 2552ที่ผ่านมายังได้สั่งปิดธนาคารออมทรัพย์จอนอิล ซึ่งเป็นธนาคารท้องถิ่นด้วย
ข้อมูลจาก - กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
EUR/USD intraday on 17 Feb. 2011
EUR/USD intraday: rebound. Pivot: 1.3525
Most Likely Scenario : Long positions above 1.3525 with targets @ 1.3615 & 1.367 in extension.
Alternative scenario : Below 1.3525 look for further downside with 1.3495 & 1.346 as targets.
Comment : the pair has rebounded on its support as the RSI is turning up.
Most Likely Scenario : Long positions above 1.3525 with targets @ 1.3615 & 1.367 in extension.
Alternative scenario : Below 1.3525 look for further downside with 1.3495 & 1.346 as targets.
Comment : the pair has rebounded on its support as the RSI is turning up.
Fxpro Intraday snapshot in USD/GBP
Thursday, february 17, 2011
| EUR/USD |
| The pair has struck against its resistance and is pulling back on its new support ahead of a further up move. Suggest long positions above 1.3525 with targets at 1.3615 and 1.367. The downside penetration of 1.3525 will call for a slide towards 1.35 and 1.346. |
| GBP/USD |
| The pair has rebounded on its support and is challenging its new resistance, a pull back should not be ruled out ahead of a further up move. Suggest long positions above 1.6045 with 1.615 and 1.6185 in sight. The downside penetration of 1.6045 will call for a slide towards 1.602 and 1.5985. |
| USD/JPY |
| The pair remains within a bullish channel. Suggest long positions above 83.3 with targets at 84 and 84.15. The downside breakout of 83.3 will open the way to 83.15 and 82.75. |
| AUD/USD |
Wednesday, February 16, 2011
มุมวิเคราะห์เทคนิค ของ ktzmico
ณ วันที่ 17 กพ 2554
มุมวิเคราะห์เทคนิค
- Update ASP กับ KGI ทั้งสองหุ้นนี้ ยังถือว่าสามารถเข้าเก็งกำไรได้ แม้ว่าราคาจะยังไม่ขยับผ่ านแนวต้าน 2.84 และ 2.82 บาทตามลำดับ แต่ก็ยังยืนอยู่ในตำแหน่งที่ดี ของการเข้าทดสอบ หากผ่านได้ก็น่าจะวิ่งได้ แรงโดยมีเป้าหมาย 3 บาท แนะซื้อเก็งกำไร
- PTTCH (ปิด 149.50 บาท +2 บาท) ราคาผ่าน 148 บาทแล้ว ก็เหลือแนวต้าน 153 บาท หากผ่านได้อีก ก็จะเปลี่ยนเป็นขาขึ้น ซึ่งตามสัญญาณต่างๆ แล้ว ถือว่ามีลุ้นทีเดียว แนะนำ ถือ หรือ ซื้อเก็งกำไร แนวรับ 148 / 144 บาท แนวต้าน 153 / 157 บาท
HMPRO: ปัจจัยพื้นฐานแกร่ง
พื้นฐานแกร่ง ราคาหุ้นมี Upside กว่า 43%
เรายังคงมุมมองเป็นบวกต่อ HMPRO ราคาหุ้นล่าสุดที่ปรับลดลง เพราะความกังวลมากเกินไปต่ อความเป็นไปได้ที่ QH อาจขายหุ้น HMPRO ออกไป แต่เราเห็นว่าเป็นโอกาสในการซื้ อหุ้นปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งอย่ าง HMPRO จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยมูลค่าพื้นฐาน 12 บาท
กำไรสุทธิ 4Q53 โตอย่างแข็งแกร่ง
HMPRO มีกำไรสุทธิ 536 ล้านบาท ใน 4Q53 เพิ่ม 39%YoY และ 38%QoQ เป็นไปตามที่เราคาดไว้ แต่สูงกว่าประมาณการ Consensus โดยผลการดำเนินงานรวมยั งสดใสแม้เผชิญปัญหาน้ำท่วมใน 4Q แต่ยอดขายต่อสาขาเดิมโตราว 7-8% ด้านอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่ม 86bps เป็น 25.1% โดยบริษัทให้ข้อมูลว่าล่าสุ ดการเติบโตยังมีโมเมนตัมต่อเนื่ อง สำหรับปี 53 มีกำไรสุทธิ 1.64 พันล้านบาท โต 15%
จ่ายหุ้นปันผลและเงินปันผล XD วันที่ 12 เม.ย.นี้
บริษัทประกาศจ่ายหุ้นปันผลอั ตราส่วน 6 หุ้นเดิม ได้ 1หุ้นปันผล และเงินปันผล 0.0193 บาท/หุ้น กำหนด XD วันที่ 12 เม.ย. และจ่ายปันผลวันที่ 29 เม.ย.นี้ คาดหุ้นปันผลจะทำให้เกิด dilution ราว 14%
คาดกำไรปี 54 โต 27%
เราคงประมาณการกำไรปี 54 ไว้ที่ 2.07 พันล้านบาท โต 27% ภายใต้สมมติฐาน 1) สาขาใหม่เพิ่ม 4 แห่ง 2) ยอดขายต่อสาขาเดิมโต 8.5% 3) อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่ม 40bps เป็น 25.4% ทั้งนี้ บริษัทจะจัดประชุมนักวิเคราะห์ วันที่ 22 เม.ย. มีแนวโน้มเชิ งบวกจากการประกาศเพิ่มสาขาในปี 54 โดยล่าสุดเราประมาณการบนเป้ าหมายจำนวนสาขาตามปกติ
source: ktzmico.com
6 เคล็ดไม่ลับ สร้างเงินออมในสภาวะความไม่แน่นอน โดย วีระพล บดีรัฐ
6 เคล็ดไม่ลับ สร้างเงินออมในสภาวะความไม่แน่นอน
โดย วีระพล บดีรัฐ
http://www.tsi-thailand.org/images/stories/TSI2009_Investor/Articles/TSI-Article_PF_033.pdf
เป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาก
โดย วีระพล บดีรัฐ
http://www.tsi-thailand.org/images/stories/TSI2009_Investor/Articles/TSI-Article_PF_033.pdf
เป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาก
ปัจจัยเสี่ยงระยะสั้น
ปัจจัยเสี่ยงระยะสั้นของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ช่วง ก.พ. 2554 ยังมีอยู่ อ่านข้อมูลได้จาก ลิ้งข้างล่างนี้
http://kinvestmentportal.kasikornsecurities.com/fileadmin/pdf/English/1/5/2011/02/110216_Daily_View_T58403.pdf
http://kinvestmentportal.kasikornsecurities.com/fileadmin/pdf/English/1/5/2011/02/110216_Daily_View_T58403.pdf
การวิเคราะห์ การลงทุนแบบพิ้นฐาน โดยใช้ปัจจัยทางเศรษฐกิจ
วัตถุประสงค์การวิเคราะห์แบบพื้นฐานโดยใช้ข้อมูลทางเศรษฐกิจ
การวิเคราะห์ตัวแปรทางเศรษฐกิจ มีจุดมุ่งหมายเพื่อการคาดการณ์แนวโน้มภาวะเศรษฐกิจในอนาคต ทั้งแนวโน้มระยะสั้นในช่วง 1 ปีข้างหน้า และแนวโน้มระยะยาวตั้งแต่ 2 ปี ถึง 5 ปีขึ้นไป ว่าสถานการณ์อะไรบ้างที่จะกระทบต่อราคาหุ้น และการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุน โดยผู้วิเคราะห์
จำเป็นต้องดูทั้งสภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศ และสภาวะเศรษฐกิจ
ต่างประเทศ เนื่องจากสถานการณ์การเงินในปัจจุบันมีการเปิดเสรีมากขึ้น
ดังนั้น สถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศอื่นก็สามารถส่งผลกระทบต่อ
ตลาดการเงิน และการลงทุนภายในประเทศได้เช่นเดียวกัน
การวิเคราะห์ตัวแปรทางเศรษฐกิจ มีจุดมุ่งหมายเพื่อการคาดการณ์แนวโน้มภาวะเศรษฐกิจในอนาคต ทั้งแนวโน้มระยะสั้นในช่วง 1 ปีข้างหน้า และแนวโน้มระยะยาวตั้งแต่ 2 ปี ถึง 5 ปีขึ้นไป ว่าสถานการณ์อะไรบ้างที่จะกระทบต่อราคาหุ้น และการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุน โดยผู้วิเคราะห์
จำเป็นต้องดูทั้งสภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศ และสภาวะเศรษฐกิจ
ต่างประเทศ เนื่องจากสถานการณ์การเงินในปัจจุบันมีการเปิดเสรีมากขึ้น
ดังนั้น สถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศอื่นก็สามารถส่งผลกระทบต่อ
ตลาดการเงิน และการลงทุนภายในประเทศได้เช่นเดียวกัน
ตัวชี้วัดและเครื่องมือบ่งชี้ที่นักลงทุนควรใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐกิจ
1.วัฏจักรเศรษฐกิจ เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นักลงทุนทราบว่า ณ
ขณะปัจจุบันเศรษฐกิจของประเทศ หรือเศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วงใด ซึ่งปกติวัฏจักรเศรษฐกิจจะแบ่งเป็น 4 ช่วงได้แก่ เศรษฐกิจรุ่งเรือง (Peak) เศรษฐกิจหดตัว (Contraction) เศรษฐกิจต่ำสุด (Recession or Trough) และเศรษฐกิจขยายตัว (Recovery)
1.วัฏจักรเศรษฐกิจ เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นักลงทุนทราบว่า ณ
ขณะปัจจุบันเศรษฐกิจของประเทศ หรือเศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วงใด ซึ่งปกติวัฏจักรเศรษฐกิจจะแบ่งเป็น 4 ช่วงได้แก่ เศรษฐกิจรุ่งเรือง (Peak) เศรษฐกิจหดตัว (Contraction) เศรษฐกิจต่ำสุด (Recession or Trough) และเศรษฐกิจขยายตัว (Recovery)
- เศรษฐกิจรุ่งเรือง (Peak) เป็นจุดสูงสุดของวัฏจักร ระบบเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพสูงสุดทั้งการผลิตบริโภค
- เศรษฐกิจหดตัว (Contraction) เป็นช่วงที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่ม
ลดลง GDP ต่ำลง การผลิตและการจ้างงานลดลง รายได้ครัวเรือนลดลง - เศรษฐกิจต่ำสุด (Recession) ช่วงเวลานี้การว่างงานสูง ความต้องการสินค้าโดยรวมลดลง สินค้าที่ผลิตขึ้นมาไม่สามารถขายได้
- เศรษฐกิจขยายตัว (Recovery) เป็นช่วงที่การผลิตและการจ้างงานเริ่มเพิ่มขึ้น รายได้และรายจ่ายของครัวเรือนสูงขึ้น ทิศทางการลงทุนมี
แนวโน้มดีขึ้นที่มา http://www.tsi-thailand.org/index.php?option=com_content&task=view&id=175&Itemid=166
Monday, February 14, 2011
ลงทุนทำธุรกิจในฝัน
ตั้งแต่เด็กผมเป็นคนที่มองหาลู่ทางในการทำเงินมาตลอด ความยากจนและความกลัวว่า “พรุ่งนี้เราจะมีอะไรกินไหม” ทำให้ผมเป็นคนประหยัดขณะเดียวกันก็พยายามหา “หนทางแห่งความร่ำรวย” ซึ่งในสมัยก่อนดูเหมือนว่าจะมีทางเดียวนั่นคือ “ทำธุรกิจ”
ผมขายขนมตั้งแต่ยังอยู่ชั้นประถมนั่นเป็นธุรกิจแรก ๆ ที่ผมทำและทำได้สำเร็จ แต่นั่นก็เป็นธุรกิจเล่น ๆ ที่ทำในตอนปิดเทอมเสียมากกว่า ต่อมาเมื่อผมเรียนในมหาวิทยาลัย ความคิดก็ก้าวหน้าขึ้น ธุรกิจที่ผมเริ่มคิดทำส่วนใหญ่อยู่ในเรื่องของการเกษตรทั้งที่ผมเรียนวิศวกรรม เหตุผลคงเป็นเพราะว่าในขณะนั้น ประเทศไทยเริ่มจะมีการพัฒนาในเรื่องของการเกษตรที่เป็นธุรกิจ มีการใช้วิชาการเพื่อผลิตสินค้าการเกษตรแบบก้าวหน้า อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ การทำการเกษตรนั้น ใช้เงินลงทุนน้อยมากโดยเฉพาะในตอนเริ่มต้น ผมอาศัยสวนของเพื่อนแถวถนนจันทร์เป็นที่ทดลอง ดังนั้นต้นทุนเรื่องสถานที่ก็ไม่มี ส่วนเงินในการซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ นั้น ผมอาศัยเงินที่บางส่วนมาจาก “ทุนการศึกษาเด็กยากจน” ที่ผมได้รับมาเกือบตลอดสี่ปีที่เรียนมหาวิทยาลัย
ธุรกิจแรกดูเหมือนจะเป็นการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามซึ่งกำลังฮือฮากันในช่วงนั้นซึ่งก็คือประมาณปี 2516-17 นี่เป็นธุรกิจที่ถ้าทำได้สำเร็จก็น่าจะทำกำไรได้งดงาม เพราะกุ้งมีราคาสูงมากและบริโภคกันในหมู่คนมีเงิน เหนือสิ่งอื่นใด กุ้งส่วนใหญ่ต้องจับจากแม่น้ำซึ่งหายากขึ้นเรื่อย ๆ ผมตัดสินใจทำโดยอาศัยท้องร่องสวนหมากของเพื่อน กั้นท้องร่องด้วยตาข่าย จัดการกับปลาที่อาจจะมีอยู่ แล้วก็ซื้อลูกกุ้งมาปล่อย ให้อาหารสำเร็จ จากนั้นก็รอมันโต ผลก็คือ กุ้งนั้นแทบไม่เหลือ แต่ปลากลับชุกชุมขึ้น บทเรียนก็คือ การจัดการกับปลาในท้องร่องสวนไม่ใช่เรื่องง่ายโดยเฉพาะเวลาฝนตกที่ปลามันสามารถผ่านตาข่ายมากินกุ้งตัวเล็ก ๆ ได้
ธุรกิจต่อมาดูเหมือนจะเป็นเห็ดฟาง นี่ก็เป็นผลิตภัณฑ์การเกษตรตัวใหม่ที่เริ่มร้อนแรง ผมเดินทางไป “ดูงาน” ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และซื้อเชื้อเห็ดฟางซึ่งเขาบรรจุอยู่ในกระป๋องนมผงเด็กขาย “โรงเพาะเห็ด” ของผมก็ เช่นเคย อยู่ในสวนหมากของเพื่อน ผมซื้อฟางและพลาสติกคลุมเพื่อรักษาอุณหภูมิ การเพาะเห็ดเริ่มขึ้น แต่เมื่อถึงเวลาที่เห็ดควรโต ผมกลับพบเชื้อราเป็นส่วนใหญ่ บทเรียนก็คือ การควบคุมความสะอาดของฟางและการรักษาความชื้นและอุณหภูมิของโรงเพาะคงไม่ใช่เรื่องง่าย
ผมจำได้ว่ายังเคยลองทำการเพาะลูกน้ำหรือก็คือลูกยุงที่ยังอยู่ในน้ำที่เอาไว้ใช้เลี้ยงปลาสวยงาม วิธีการก็คือ เอาถาดน้ำไปรองรับมูลไก่เพื่อล่อให้ยุงมาวางไข่ หลังจากนั้นก็เอากระชอนไปตักลูกน้ำขายได้ ธุรกิจนี้ก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน เพราะลูกน้ำบางส่วนได้โตกลายเป็นยุงไปรบกวนเจ้าของบ้าน ผมจบความพยายามในการทำธุรกิจในช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยพร้อมกับความล้มเหลว ส่วนหนึ่งหรือส่วนใหญ่อยู่ที่การไม่มีเวลาเพียงพอเนื่องจากการเรียนที่หนักและการทำกิจกรรมนักศึกษาที่ผมใช้เวลาค่อนข้างมาก
ผมยังเคยทำงาน “รับเหมา” ก่อสร้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ในช่วงที่เป็นวิศวกรโรงงาน นี่คือการรับงานจาก “เถ้าแก่” ที่เป็น “หลงจู๊” ของโรงงาน เป็นการหารายได้เสริมในบางช่วงบางตอน หลังจากนั้นผมก็ไปเรียนต่างประเทศในสายการเงินและกลับมาทำงานในแวดวงการเงิน แต่ความคิดของการทำธุรกิจไม่เคยหมดไป ผมเริ่มทำธุรกิจที่ใหญ่และเป็นมืออาชีพมากขึ้น นั่นคือช่วงประมาณปี 2528-2529
ธุรกิจแรกที่ทำก็คือ การตั้งโรงเรียนสอนคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลซึ่งกำลังเริ่มมีการใช้มากขึ้น ธุรกิจนี้มีเพื่อนเข้าร่วมลงทุนกันหลายคน ผมคิดว่าถ้าสำเร็จก็คงขยายตัวไปได้มหาศาล เหนือสิ่งอื่นใด เรามีคนสอนที่มีความรู้และความสามารถระดับ “ท็อป ๆ ของประเทศ” แต่เนื่องจากเป็นการลงทุนที่น้อย เราจึงตั้งโรงเรียนอยู่ในตลาดที่คนทั่วไปมองไม่เห็น การหานักเรียนเราต้องโฆษณาย่อยในหนังสือพิมพ์ ทุกครั้งที่โฆษณาก็จะได้นักเรียนมาจำนวนหนึ่ง แต่พอโฆษณาหมดนักเรียนก็หาย คนเรียนคอมพิวเตอร์นั้นเรียนกันสั้นมากเพียง 1-2 เดือนก็เลิกแล้ว ดังนั้น การทำการตลาดจึงแพงมาก ในที่สุดโรงเรียนก็ปิดตัวลงทั้ง ๆ ที่เราเป็นรายแรก ๆ ที่เข้ามาในวงการนี้ บทเรียนก็คือ การตลาดสู่ผู้บริโภคในวงกว้างนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
ธุรกิจต่อมาก็คือ การเข้าร่วมลงทุนในธุรกิจ “ไฮเท็ค” ที่ถึงวันนี้ผมก็จำไม่ได้แล้วว่าเขาจะทำอะไร แต่ในช่วงนั้นกระแส “สมองไหลกลับ” กำลังมาแรง เป็นช่วงที่เมืองไทยกำลัง “โชติช่วงชัชวาล” เศรษฐกิจโตระดับสิบเปอร์เซ็นต์ต่อปี มีคนไทยที่โตที่อเมริกาและทำงานเป็นวิศวกรในธุรกิจไฮเท็คกลับมาลงทุนทำธุรกิจในเมืองไทย โดยจะตั้งโรงงานและผลิตสินค้ากลับไปขายที่อเมริกา เขามาระดมทุนจากคนในวงการ ผมเองก็ “ฝัน” ว่าธุรกิจน่าจะประสบความสำเร็จและถ้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ก็น่าจะได้ผลตอบแทนมหาศาล ผลก็คือ ผมจ่ายเงินเป็นแสนบาทและได้ใบหุ้นมาเก็บไว้ หลังจากนั้นผมก็ได้ข่าวกระท่อนกระแท่นและสุดท้ายทุกอย่างก็เงียบหายไป ผมคิดว่าการตั้งโรงงานคงไม่สำเร็จ อาจจะเป็นเพราะเงินไม่เพียงพอหรืออะไรก็สุดจะเดา บทเรียนก็คือ ความฝันนั้น เป็นเรื่องที่อันตรายที่สุดสำหรับการลงทุน
ธุรกิจลำดับต่อมานั้น ผมเริ่มมีประสบการณ์มากขึ้น มองหา “เนื้อหนัง” มากขึ้น เป็นธุรกิจที่ดำเนินงานอยู่แล้วแต่กำลังมีโครงการระดับ “เปลี่ยนพื้นฐาน” ของกิจการ ผมคิดว่าถ้าสำเร็จก็น่าจะ “รับเละ” เป็นธุรกิจเรือเฟอร์รี่ที่กำลังมีโครงการใหญ่ แนวคิดก็คือ จะ “ปฏิวัติ” การขนส่งที่ลงไปทางใต้ของประเทศ นั่นก็คือ แทนที่รถสิบล้อจากกรุงเทพจะต้องวิ่งไปส่งสินค้าถึงภาคใต้เช่นหาดใหญ่ เขาจะให้รถวิ่งไปลงเรือเฟอร์รี่ที่สามารถรับรถได้หลายสิบคันที่ชลบุรี แล้วเรือก็แล่นไปหาดใหญ่ จากนั้นรถก็จะวิ่งขึ้นจากเรือไปส่งของต่อ วิธีนี้จะประหยัดค่าน้ำมันมหาศาล ดังนั้น ถ้าสำเร็จธุรกิจก็น่าจะกำไรมาก ผมลงทุนไปหลายแสนบาทและเงินต้องสูญเหลือแต่ใบหุ้น บทเรียนก็คือ มันมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ความคิดแบบ “ปฏิวัติ” มักจะไม่สำเร็จ อย่าฝัน
สุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ การฝันแบบ “ฟองสบู่” นี่คือการซื้อหุ้นที่หวังว่าเมื่อเข้าตลาดหุ้นได้ หุ้นก็จะมีค่ามากขึ้น อาจจะเป็นหลายเท่าตัว โดยไม่คำนึงถึง “มูลค่าพื้นฐาน” ของกิจการ นี่คือกรณีของการลงทุนซื้อหุ้นก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์ในยามที่ตลาดหุ้นกำลังบูมสุด ๆ ก่อนวิกฤติในปี 2540 สามสี่ปี มันเป็นธุรกิจโรงแรมใหม่กลางเมืองที่เพิ่งเขียนแปลนเสร็จ เขาขายหุ้นและผมก็ไปซื้อไว้ ด้วยเหตุมากมาย บริษัทไม่สามารถเข้าตลาดหุ้นได้และตลาดหุ้นก็ “วาย” ไปก่อน บริษัทมีปัญหาทางการเงินและต้องปรับเปลี่ยนผู้ถือหุ้น ทุกวันนี้โรงแรมก็เปิดดำเนินการอยู่ แต่ผมไม่เคยได้รับการติดต่อและไม่รู้ว่าใบหุ้นของผมเป็นเจ้าของโรงแรมหรือไม่ แต่ผมคิดว่าคงมีค่าเป็นศูนย์ไปแล้ว บทเรียนก็คือ อย่าไปหวังว่าฟองสบู่หุ้นจะช่วยให้คุณรวย ความเสี่ยงมีมากเหลือเกิน ดังนั้น จะลงทุนอะไรต้องมองที่พื้นฐานของกิจการเป็นหลัก และนั่นก็คือธุรกิจสุดท้ายที่ผมทำก่อนที่จะเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเต็มตัว
ผมขายขนมตั้งแต่ยังอยู่ชั้นประถมนั่นเป็นธุรกิจแรก ๆ ที่ผมทำและทำได้สำเร็จ แต่นั่นก็เป็นธุรกิจเล่น ๆ ที่ทำในตอนปิดเทอมเสียมากกว่า ต่อมาเมื่อผมเรียนในมหาวิทยาลัย ความคิดก็ก้าวหน้าขึ้น ธุรกิจที่ผมเริ่มคิดทำส่วนใหญ่อยู่ในเรื่องของการเกษตรทั้งที่ผมเรียนวิศวกรรม เหตุผลคงเป็นเพราะว่าในขณะนั้น ประเทศไทยเริ่มจะมีการพัฒนาในเรื่องของการเกษตรที่เป็นธุรกิจ มีการใช้วิชาการเพื่อผลิตสินค้าการเกษตรแบบก้าวหน้า อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ การทำการเกษตรนั้น ใช้เงินลงทุนน้อยมากโดยเฉพาะในตอนเริ่มต้น ผมอาศัยสวนของเพื่อนแถวถนนจันทร์เป็นที่ทดลอง ดังนั้นต้นทุนเรื่องสถานที่ก็ไม่มี ส่วนเงินในการซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ นั้น ผมอาศัยเงินที่บางส่วนมาจาก “ทุนการศึกษาเด็กยากจน” ที่ผมได้รับมาเกือบตลอดสี่ปีที่เรียนมหาวิทยาลัย
ธุรกิจแรกดูเหมือนจะเป็นการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามซึ่งกำลังฮือฮากันในช่วงนั้นซึ่งก็คือประมาณปี 2516-17 นี่เป็นธุรกิจที่ถ้าทำได้สำเร็จก็น่าจะทำกำไรได้งดงาม เพราะกุ้งมีราคาสูงมากและบริโภคกันในหมู่คนมีเงิน เหนือสิ่งอื่นใด กุ้งส่วนใหญ่ต้องจับจากแม่น้ำซึ่งหายากขึ้นเรื่อย ๆ ผมตัดสินใจทำโดยอาศัยท้องร่องสวนหมากของเพื่อน กั้นท้องร่องด้วยตาข่าย จัดการกับปลาที่อาจจะมีอยู่ แล้วก็ซื้อลูกกุ้งมาปล่อย ให้อาหารสำเร็จ จากนั้นก็รอมันโต ผลก็คือ กุ้งนั้นแทบไม่เหลือ แต่ปลากลับชุกชุมขึ้น บทเรียนก็คือ การจัดการกับปลาในท้องร่องสวนไม่ใช่เรื่องง่ายโดยเฉพาะเวลาฝนตกที่ปลามันสามารถผ่านตาข่ายมากินกุ้งตัวเล็ก ๆ ได้
ธุรกิจต่อมาดูเหมือนจะเป็นเห็ดฟาง นี่ก็เป็นผลิตภัณฑ์การเกษตรตัวใหม่ที่เริ่มร้อนแรง ผมเดินทางไป “ดูงาน” ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และซื้อเชื้อเห็ดฟางซึ่งเขาบรรจุอยู่ในกระป๋องนมผงเด็กขาย “โรงเพาะเห็ด” ของผมก็ เช่นเคย อยู่ในสวนหมากของเพื่อน ผมซื้อฟางและพลาสติกคลุมเพื่อรักษาอุณหภูมิ การเพาะเห็ดเริ่มขึ้น แต่เมื่อถึงเวลาที่เห็ดควรโต ผมกลับพบเชื้อราเป็นส่วนใหญ่ บทเรียนก็คือ การควบคุมความสะอาดของฟางและการรักษาความชื้นและอุณหภูมิของโรงเพาะคงไม่ใช่เรื่องง่าย
ผมจำได้ว่ายังเคยลองทำการเพาะลูกน้ำหรือก็คือลูกยุงที่ยังอยู่ในน้ำที่เอาไว้ใช้เลี้ยงปลาสวยงาม วิธีการก็คือ เอาถาดน้ำไปรองรับมูลไก่เพื่อล่อให้ยุงมาวางไข่ หลังจากนั้นก็เอากระชอนไปตักลูกน้ำขายได้ ธุรกิจนี้ก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน เพราะลูกน้ำบางส่วนได้โตกลายเป็นยุงไปรบกวนเจ้าของบ้าน ผมจบความพยายามในการทำธุรกิจในช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยพร้อมกับความล้มเหลว ส่วนหนึ่งหรือส่วนใหญ่อยู่ที่การไม่มีเวลาเพียงพอเนื่องจากการเรียนที่หนักและการทำกิจกรรมนักศึกษาที่ผมใช้เวลาค่อนข้างมาก
ผมยังเคยทำงาน “รับเหมา” ก่อสร้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ในช่วงที่เป็นวิศวกรโรงงาน นี่คือการรับงานจาก “เถ้าแก่” ที่เป็น “หลงจู๊” ของโรงงาน เป็นการหารายได้เสริมในบางช่วงบางตอน หลังจากนั้นผมก็ไปเรียนต่างประเทศในสายการเงินและกลับมาทำงานในแวดวงการเงิน แต่ความคิดของการทำธุรกิจไม่เคยหมดไป ผมเริ่มทำธุรกิจที่ใหญ่และเป็นมืออาชีพมากขึ้น นั่นคือช่วงประมาณปี 2528-2529
ธุรกิจแรกที่ทำก็คือ การตั้งโรงเรียนสอนคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลซึ่งกำลังเริ่มมีการใช้มากขึ้น ธุรกิจนี้มีเพื่อนเข้าร่วมลงทุนกันหลายคน ผมคิดว่าถ้าสำเร็จก็คงขยายตัวไปได้มหาศาล เหนือสิ่งอื่นใด เรามีคนสอนที่มีความรู้และความสามารถระดับ “ท็อป ๆ ของประเทศ” แต่เนื่องจากเป็นการลงทุนที่น้อย เราจึงตั้งโรงเรียนอยู่ในตลาดที่คนทั่วไปมองไม่เห็น การหานักเรียนเราต้องโฆษณาย่อยในหนังสือพิมพ์ ทุกครั้งที่โฆษณาก็จะได้นักเรียนมาจำนวนหนึ่ง แต่พอโฆษณาหมดนักเรียนก็หาย คนเรียนคอมพิวเตอร์นั้นเรียนกันสั้นมากเพียง 1-2 เดือนก็เลิกแล้ว ดังนั้น การทำการตลาดจึงแพงมาก ในที่สุดโรงเรียนก็ปิดตัวลงทั้ง ๆ ที่เราเป็นรายแรก ๆ ที่เข้ามาในวงการนี้ บทเรียนก็คือ การตลาดสู่ผู้บริโภคในวงกว้างนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
ธุรกิจต่อมาก็คือ การเข้าร่วมลงทุนในธุรกิจ “ไฮเท็ค” ที่ถึงวันนี้ผมก็จำไม่ได้แล้วว่าเขาจะทำอะไร แต่ในช่วงนั้นกระแส “สมองไหลกลับ” กำลังมาแรง เป็นช่วงที่เมืองไทยกำลัง “โชติช่วงชัชวาล” เศรษฐกิจโตระดับสิบเปอร์เซ็นต์ต่อปี มีคนไทยที่โตที่อเมริกาและทำงานเป็นวิศวกรในธุรกิจไฮเท็คกลับมาลงทุนทำธุรกิจในเมืองไทย โดยจะตั้งโรงงานและผลิตสินค้ากลับไปขายที่อเมริกา เขามาระดมทุนจากคนในวงการ ผมเองก็ “ฝัน” ว่าธุรกิจน่าจะประสบความสำเร็จและถ้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ก็น่าจะได้ผลตอบแทนมหาศาล ผลก็คือ ผมจ่ายเงินเป็นแสนบาทและได้ใบหุ้นมาเก็บไว้ หลังจากนั้นผมก็ได้ข่าวกระท่อนกระแท่นและสุดท้ายทุกอย่างก็เงียบหายไป ผมคิดว่าการตั้งโรงงานคงไม่สำเร็จ อาจจะเป็นเพราะเงินไม่เพียงพอหรืออะไรก็สุดจะเดา บทเรียนก็คือ ความฝันนั้น เป็นเรื่องที่อันตรายที่สุดสำหรับการลงทุน
ธุรกิจลำดับต่อมานั้น ผมเริ่มมีประสบการณ์มากขึ้น มองหา “เนื้อหนัง” มากขึ้น เป็นธุรกิจที่ดำเนินงานอยู่แล้วแต่กำลังมีโครงการระดับ “เปลี่ยนพื้นฐาน” ของกิจการ ผมคิดว่าถ้าสำเร็จก็น่าจะ “รับเละ” เป็นธุรกิจเรือเฟอร์รี่ที่กำลังมีโครงการใหญ่ แนวคิดก็คือ จะ “ปฏิวัติ” การขนส่งที่ลงไปทางใต้ของประเทศ นั่นก็คือ แทนที่รถสิบล้อจากกรุงเทพจะต้องวิ่งไปส่งสินค้าถึงภาคใต้เช่นหาดใหญ่ เขาจะให้รถวิ่งไปลงเรือเฟอร์รี่ที่สามารถรับรถได้หลายสิบคันที่ชลบุรี แล้วเรือก็แล่นไปหาดใหญ่ จากนั้นรถก็จะวิ่งขึ้นจากเรือไปส่งของต่อ วิธีนี้จะประหยัดค่าน้ำมันมหาศาล ดังนั้น ถ้าสำเร็จธุรกิจก็น่าจะกำไรมาก ผมลงทุนไปหลายแสนบาทและเงินต้องสูญเหลือแต่ใบหุ้น บทเรียนก็คือ มันมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ความคิดแบบ “ปฏิวัติ” มักจะไม่สำเร็จ อย่าฝัน
สุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ การฝันแบบ “ฟองสบู่” นี่คือการซื้อหุ้นที่หวังว่าเมื่อเข้าตลาดหุ้นได้ หุ้นก็จะมีค่ามากขึ้น อาจจะเป็นหลายเท่าตัว โดยไม่คำนึงถึง “มูลค่าพื้นฐาน” ของกิจการ นี่คือกรณีของการลงทุนซื้อหุ้นก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์ในยามที่ตลาดหุ้นกำลังบูมสุด ๆ ก่อนวิกฤติในปี 2540 สามสี่ปี มันเป็นธุรกิจโรงแรมใหม่กลางเมืองที่เพิ่งเขียนแปลนเสร็จ เขาขายหุ้นและผมก็ไปซื้อไว้ ด้วยเหตุมากมาย บริษัทไม่สามารถเข้าตลาดหุ้นได้และตลาดหุ้นก็ “วาย” ไปก่อน บริษัทมีปัญหาทางการเงินและต้องปรับเปลี่ยนผู้ถือหุ้น ทุกวันนี้โรงแรมก็เปิดดำเนินการอยู่ แต่ผมไม่เคยได้รับการติดต่อและไม่รู้ว่าใบหุ้นของผมเป็นเจ้าของโรงแรมหรือไม่ แต่ผมคิดว่าคงมีค่าเป็นศูนย์ไปแล้ว บทเรียนก็คือ อย่าไปหวังว่าฟองสบู่หุ้นจะช่วยให้คุณรวย ความเสี่ยงมีมากเหลือเกิน ดังนั้น จะลงทุนอะไรต้องมองที่พื้นฐานของกิจการเป็นหลัก และนั่นก็คือธุรกิจสุดท้ายที่ผมทำก่อนที่จะเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเต็มตัว
Posted by nivate at 12:01 PM in โลกในมุมมองของ Value Investor
Subscribe to:
Posts (Atom)

